โรงเรียนบ้านทุ่มฝาง มีหมู่บ้านในเขตบริการคือ บ้านทุ่ม หมู่ที่ 3 , 11 และบ้านฝาง หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
ชาวบ้านทุ่มและชาวบ้านฝาง สืบเชื้อสายลาวพวน เนื่องจากบรรพบุรุษอพยพมาจากทางตอนเหนือของประเทศลาว ภาษาท้องถิ่นคือภาษาลาวพวนสำเนียงจะแตกต่างจากภาษาลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำ้โขงและแตกต่างจากภาษาอีสานตอนล่างในยุคของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเด็กเชื้อสายพวน เริ่มไม่รู้จักกับภาษาพวนดั้งเดิม ใช้ภาษาสมัยใหม่ผสมปนเป โรงเรียนบ้านทุ่มฝาง ขอเป็นสื่ิอให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักกับคำดั้งเดิมในภาษาพวนบ้างเผื่อฝันถึงบรรพบุรุษ จะได้ถามไถ่พูดจาประสาพวนกัน....รู้เรื่อง และเผืื่อว่าผู้เยี่ยมเว็บนี้เป็นคนต่างถิ่นจะได้ทราบความหมายของภาษาไทพวน...บ้าง
เนื่องจากการเพิ่มเติมเนื้อหาในแต่ละวัน จะใชเวลาว่างหลังอาหารเย็น สายตาไม่ดีมีพิมพ์ผิดพิมพ์ตก ขออภัยด้วยนะคะ แต่ละวันเมื่อตรวจเจอ จะพยายามแก้ไขให้ถูกต้อง
เืกือบทุกคำในภาษาพวน มีส่วนของความหมายเหมือนกันกับภาษาอีสานทั่วไป แต่จะมีบางคำที่แตกต่างออกไปบ้าง ที่เห็นได้ชัดเจนคือสำเนียงของคำพูดจะแตกต่างอย่างมาก เพราะสำเนียงบางคำจะเหมือนภาคกลาง คนต่างถิ่นได้ฟังคิดว่าคนพวนพูดภาษาภาคกลาง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ภาษาลาวอีสานจะออกเสียงเป็น ผ่อ แหม่ ผี่ น่อง
แต่ละคำที่นำเสนอไม่ได้เรียงตามลำดับตัวอักษร ขึ้นอยู่กับว่าผู้ปรับปรุงนึกได้หรือพูดคำพวนดั้งเดิมคำใดในวันที่นำมาเสนอ และขออนุญาตคงเหลือคำก่อนหน้าไว้และเพิ่มเติมคำล่าสุดไว้ด้านบนของแต่ละวัน เนื่องจากผู้ปรับปรุงไม่ได้บันทึกลงแผ่นสำรองหรือพิมพ์เป็นรูปเล่มแต่อย่างใด อยากอ่านเมื่อไรก็เปิดเว็บเข้ามาเฉกเช่นผู้อ่านทั่วไปนั่นเอง ...จะดีไม่น้อยถ้าลูกหลานพวนท่านใดจะมีส่วนในการนำเสนอคำพวนนอกเหนือที่ปรากฏ หรือคำที่นำเสนอไม่สมบูรณ์ก็ช่วยเพิ่มเติมด้วยทาง krookarnka@gmail.com เนื่องจากจำรหัสผ่านของinfo@toomfaang ไม่ได้จริงๆ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
กะบักกะบวน หมายถึง คำพูด หรือกิริยาท่าทางตั้งอกตั้งใจมากเป็นพิเศษ ใช้ในกรณีเด็กที่พูดจาเหมือนกับทำตัวเป็นผู้ใหญ่ เหมือนผู้ใหญ่ได้ฟังมีความรู้สึกเอ็นดูแกมหมั่นไส้เล็กน้อย เช่น นายก๊อดใช้เท้ายันคันสตาร์ทรถสามล้อเครื่อง หลายครั้งก็ไม่สามารถทำให้เครื่องติดได้ เด็กชายเจ้าสัวอายุ 6 ขวบ เล่นรถบรรทุกของเล่นบรรทุกทรายที่กองอยู่ข้างบ้าน รู้สึกรำคาญหรืออย่างไรไม่ทราบ ลุกเดินไปใกล้รถสามล้อเครื่องบอก นายก๊อดว่า"ซื้อรถใใหม่ได้แล้ว บ่ติดจั๊กเทื่อ" ย่าของเจ้าสัวได้ยินดังนั้นก็บอกว่า"ลูกหล้า เป็นเด็กเล็กเด็กน้อยอย่ากะบักกะบวนหลาย" หมายถึงอย่าทำตัวหรือใช้คำพูดเสมอกับผู้ใหญ่นั่นเอง
ย่วง หมายถึง ตุ้มหู และหมายถึง ห่วงหรือตะขอ เช่น แม่หอมมีหย่วงเส่อหลายอัน(แม่หอมมีตุ้มหูหลายอัน : ที่เรียกเป็นอันเนื่องจากสมัยโบราณมีหลายคนที่ชอบใส่ตุ้มหูทองคำที่มีลักษณะคล้ายอักษร s เพียงข้างเดียว เรียกเป็นอันคงได้) พ่อตู๊ ดัดเหล็กเป็นหย่วงฮ่อยกระติบเค่า (ตาดัดเหล็กให้เป็นตะขอสำหรับห้อยกระติ๊บข้าวเหนียว)
ยวง ในภาษาพวนหมายถึงชักชวน และ เป็นทะลาย, พวง การใช้คำว่ายวง ในแต่ละความหมายขึ้นอยู่กับประโยคเช่น ทิดแดงยวงหมู่ไปไต้กบ (ทิดแดงชวนเพื่อนไปจับกบในตอนกลางคืน) เบิ่งบักพร้าวยวงนั้นดู๊เกือบซาวหน่วย (ดูมะพร้าวทะลายนั้นสิ เกือบ 20 ผล)
ไบ่ ความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ปากแบ๊ แต่ลักษณะของเนื้อหาการพูดไม่ได้เพ้อเจ้อเติมสีสันจากเค้าเรื่องเดิมเท่าไรคล้ายกับเป็นการรำพึงคนเดียวเกี่ยวกับเรื่องที่คนนั้นค้างคาใจ เช่น ทิดบูนถามทิดเศิกว่า"ได้ยินเสียงป้าคำสี ตะบันหมากแต่เดิกเว้าอยู่กับผู้ใด?" ทิดเศิกตอบว่า "เลากะไบ่อยู่ผู้เดียวฮั่นล่ะ ตื่นมานึงเค้า ตะบันหมากไป กะไบ่เรื่องนั้นเรื่องนี้ ตามประสาผู้เฒ่าฮั่นล่ะ" สมัยก่อนเกือบทุกหลังคาเรือนจะสร้างบ้านใตุ้ถุนสูง ปูไม้กระดาน เวลาตะบันหมากกึกๆ เพราะเลาตะบันเป็นโลหะทองเหลืองวางกับพื้นกระดาน เมื่อใช้แท่งทองเหลืองปลายเหมือนไขควงตำหมาก(ที่มีส่วนประกอบของสีเสียด พลูแต้มปูน หมากแห้งเป็นแว่นๆ บรรจุลงในตะบันแล้วตำ) ในเวลาเช้ามืดจะมีเสียงดังกึกๆกึงๆ ได้ยินถึงบ้านใกล้เรือนเคียง
ปากแบ๊ หมายถึง พูดมากจนเข้าลักษณะเพ้อเจ้อ เช่น ป้าซา ถามแม่ไพว่่า"นางบูน ว่าเจ้าเป็นลมอยู่สวนหวั่งงาย เฮ็ดเวียกจนลืมกินเค้าเลยเป็นลมเบาะ?"(นางบูน บอกว่าแม่ไพเป็นลมอยู่สวนเวลาสายหน่อยๆ ทำงานหนักจนเลยเวลากินข้าวมื้อเช้าจนเป็นลมเลยรึ) แม่ไพตอบว่า "โอ๊ย นางบูนปากแบ้ เซื่อบ่ได๊ดอก" (นางบูนเป็นคนพูดมากเชื่อไม่ได้)
เปิด นอกจากความหมายจะเหมือนกับภาคอื่นๆแล้ว ในภาษาอิสานหรือภาษาไทพวน จะมีความหมายว่า เบื่อหน่าย เช่นในครอบครัวที่พ่อบ้านชอบดื่มเหล้าแม่บ้านก็จะบ่นให้ญาติๆฟังว่า"ค้อย ละเปิดผัวค้อยล้ายหลาย มีแต่เมาซุมื้อ" (ฉันละเบื่อผัวฉ้นเหลือเกินเมาทุกวัน)
out...ไม่ได้หมายความว่า ออก และ ไม่ใช่ ouch! เสียงร้องแสดงความเจ็บปวดแต่อย่างใด เพียงต้องการบอกให้ทราบว่าระดับเสียงคล้ายอย่างนั้น ถ้าสำเนียงไทพวนก็จะบอกว่า"เอ๊า" ซึงหมายถึง ร้อนอบอ้าว เช่น "มื้อนิ เอ๊า เอ๊า(พยางค์แรกจะเน้นเสียงสูง พยางค์ที่ 2 ลดระดับความสูงแตกต่างกันเล็กน้อย)" วันนี้อากาศร้อนอบอ้าว บางที่ก็ใช้ในการบอกเล่าถึงอาการป่วย เช่น คิงเอ๊า (ร่างกายร้อนเหมือนมีไข้) บางทีก็ใชคำว่า คิงฮ้อน(อุณหภูมิผิวร้อนกว่า เ๊อ๊า) แต่บางครั้งีคำว่าเอ๊า ใช้เป็นคำอุทานด้วยแต่ระดับของนำ้หนักเสียงจะห้วนกว่าใชแสดงหมายถึงร้อน เช่น ปิงปองบอกย่าว่าจะเล่นคีย์บอร์ด ของ บีโทเฟ่น กลับเล่นเพลงของ จัสติน บีเบอร์ ย่ารอฟังอย่างจดจ่อ พอได้ยินท่อนแรกก็เอ่ยคำว่า "เอ๊า" ปิงปองก็จะอธิบายว่า แค่อุ่นเครื่องเท่านั้นยังไม่ถึง เพลงเอก ย่าไม่ต้องมาทำเสียงงงว่า"เอ๊า"หรอก
บก หมายความว่า พื้นดิน และหมายถึงลดน้อยลง (พร่อง) เช่น "น้ำท่วม หนทางไปบ้่านอุ่มเย็นได้ 3 มื้อแล้ว จั๊กปานใดจิบก" หมายถึง น้ำท่วมถนนระหว่างบ้านทุ่ม - บ้านอุ่มเย็น ท่วมมา 3 วันแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไรน้ำจะลดลง หรือในชีวิตประจำวันของนักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว กว่าจะได้ข้าวเหนียวในกระติบข้าว ต้องผ่านการนำข้าวสารมาแช่น้ำ ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า"หม่าข้าว" ให้เมล็ดข้าวสารดูดซึมน้ำจนอิ่มตัว ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า"ไน่" แล้วจึงซาวข้าวที่แช่น้ำได้ที่มานึ่งจนสุก แล้วจึงบบรจุลงกรระติบ ตามคำสอนขของผู้เฒ่าผู้แก่ จะบอกลูกหลานต่อๆกันมาว่า ข้าวสารเป็นอาาหารที่แม่โพสพ ประทานมาให้ คอของไหข้าวสารจะใช้ด้ายสายสิญจ์ผูกรอบและบูชาดอกไม้สีขาวคู่ทุกวันนพระ เพื่อบูชาแม่โพสพ และก่อนที่จะตักข้าวสารจากไหเพื่อนำไปแช่น้ำ ก็ให้ใช้ภาชนะที่ตักยกขึ้นจรดหน้าผาก พร้อมกับกล่าวข้อความ"สาธุเด้อ กินอย่าบก จกอย่าลง" หมายถึงว่าขอให้ข้าวสารอย่าได้พร่องหรือหมดไปนั่นเอง จก หมายถึง ล้วงออกหรือตักออก
"เจ๊าหัว จั๋วน้อย" เจ๊าหัว หมายถึง พระภิกษุ คำว่า จั๋วน้อย หมายถึงสามเณร เมื่อเอ่ยถึงเจ๊าหัว ก็จะมีคำว่า จั๋วพะ หรือจั๋วน้อยเป็นสร้อยตามมาเสมอ เช่น "ไผเว้าพื้นเจ๊าหัว จั๋วห้อย เป็นบาปเด้อ" หมายถึง ถ้าใครนินทา พระภิกษุ หรือสามเณร จะเป็นบาปกรรม
"แมบ" หมายถึงลักษณะของแสงกระพริบ หรือแพลมพอให้เห็นแล้วชวนค้นหา ประมาณนั้น เช่น ฟ้าแมบ(ฟ้าแลบ) แมบลิ้น(แลบลิ้น) เว้ากันอยู่แมบๆ จั๊กไปแต่ยามใด หันหน้าไปทางอื่นบึดเดียว งวกมาบ่เห็นแล้ว หรือถ้าเป็นผู้หญิงนุงผ้าถุงนั่งยองๆ ไม่เก็บชายผ้าถุงให้เรียบร้อย คนที่มองดูแล้วไม่สุภาพก็จะบอกกลายๆว่า"นั่งหย่องย้อ ในบักค้อเลื่อมแมบ"
"กางวัง" ภาษาภาคกลางน่าจะเรียกว่า กลางแม่น้ำ ภาษาพวนความหมายไม่ได้แตกต่าง หมายถึงกลางแม่น้ำหรือส่วนที่ลึกที่สุดของแม่น้ำ แม่น้ำในที่นี้ก็คือ น้ำโมงนั่นเอง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพานน้อยในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ก่อนหน้าที่จะมีเขื่อนห้วยโมง หน้าแล้ง บางส่วนของแม่น้ำสามารถเดินข้าม ระดับน้ำ้แค่ครึ่งแข้ง(ภาษาท้องถิ่น) แต่ปัจจุบันไม่ไมีโอกาสนั้นแล้ว เว้นแต่ว่าเขื่อนจะพังนั่นแหละ คงมีโอกาสเห็นน้ำโมงลดระดับถึงขนาดนั้น สมัยเด็กจะชอบเล่น แตแลแตน้ำกันเวลาไปอาบน้ำ ซึ่งเด็กในสมัยปัจจุบันไม่มีทางรู้ว่าการละเล่นแบบนี้ วิธีการเล่นคือหาผลที่แห้งจัดของต้น เบ็น (ไม้ริมน้ำ) มาหนึ่งลูกผู้เล่นไม่จำกัดจำนวนยืนเ็ป็นวงกลมในน้ำ ให้คนหนึ่งเ็้ป็นคนโยน หมากเบ็นลงกลางวง แล้วต่างคนต่างกวักน้ำเพื่อให้หมากเบ็นมาใกล้ตัวที่สุดแล้วหยิบ ใครหยิบได้ถือว่าชนะ จะได้เป็นคนโยนหมากเบ็นต่อไป ความสนุกอยู่ที่การกวักน้ำ เพื่อให้หมากเ็บ็นมาใกล้ตัว คนที่กวักได้แรงกว่าจะชนะบ่อย บางทีคนตัวโตกำลังมากกวักแรงไปหน่อย หมากเบ็นลอยละล่องไปกลางแม่น้ำ ก็จะบอกกันว่า มันไป กางวัง แล้ว หมายถึงหมากเบ็นไปกลางแม่น้ำแล้วนั่นเอง
"พีนลีน" หมายถึง สับปลับ พูดไม่อยู่กับร่้องกับรอย พูดจาส่อเสียด มีความหมายไปในทำนองยุแยง ตะแคงรั่ว ซึ่งโอกาสที่จะได้ใช้คำพูดนี้มีน้อย ผู้คนส่วนมากอยู่แบบเอื้ออาทรกัน นานๆครั้งจะปรากฏพฤติกรรมของคนทะเลาะกัน แล้วมีคนที่พูดให้เพิ่มความไม่พอใจต่ออีกฝ่าย ส่วนมากจะเป็นผู้หญิง ผู้คนที่มีส่วนได้รับรู้เรื่องราว ก็จะตำหนิคนที่เป็นตัวการเติมเชื้อความไม่ลงรอยกัน แทนที่จะเป็นตัวกลางประสานรอยร้าวกลับกลายเป็นทำให้แตกหักเร็วขึ้น ผู้คนก็จะพูดว่า "นาง ก นี่นะมันเว้่า พีนลีน ให้เขาผิดกัน"
"ฮ่าฮีด"เป็นคำที่ใช้ด่า ไม่สุภาพ ถ้าตรงคำจริงๆจะพูดว่า "ฮ่าฮีด หัวมึงเอ๊ย"หรือ "ฮ่ากินหัวมึงเอ๊ย" จะหมายความโดยรวมว่า "ห่ากินให้ตาย" ประมาณนั้น ปัจจุบันไม่ได้ยินแล้วที่ต้องยกคำนี้มา ไม่ได้หมายความว่า ไทพวนด่าเก่งเจ็บแสบมากค่าควรแก่การยกย่องไม่ใช่อย่างนั้น แต่อยากเล่าความเป็นมาของการใช้คำย่อของคำนี้ สมัยก่อนที่ยังมีการต้อนวัว ควายไปขายภาคกลางซึ่งจะเรียกหัวหน้าคณะเดินทางหรือคนที่มีวัว ควาย มากที่ต้อนไปขายว่า นายฮ้อย เหมือนกับวรรณกรรม ที่เลื่องชื่อ เรื่อง นายฮ้อยทมิฬ ของคำพูน บุญทวี แต่เรื่องที่จะพูดถึงเป็นคาราวานของไทพวน เมื่อซื้อวัวควายได้ตามกำลังทรัพย์หรือรวมทั้งที่ตนเองเลี้ยงไว้ ก็จะรวมตัวกันครั้งละประมาณ 10 -20 คน ต้อนวัว ควายออกเดินทางมุ่งหน้าไปกรุงเทพฯ เตรียมเสบียงบรรทุกเกวียนไปด้วยค่ำไหนนอนนั่น เวลาหยุดพักจะล่าม วัว ควาย ไว้ รุ่งสางออกเดินทางต่อ เข้าเขตดงพญาเย็น ลำ่ลือกันว่า ผีดุนัก การต้อนฝูงสัตว์จะใช้ไม้เรียวหวาย เมื่อตัวใดแตกฝูงออกไป การด่าทอควบคู่กับการตีไปด้วยจะได้ยินบ่อยๆ แต่เมื่อเข้าเขตดงพญาเย็นจะไม่กล้าด่า ตามความเชื่อคนพวน เมื่อเข้าเขตเจ้าป่าเจ้าเขาห้ามพูดคำหยาบคาย หรือด่าทอ เจ้าที่ไม่พอใจอาจบิิดปากทำให้ปากบิดปากเบี้ยว หรือทำให้เกิดเหตุเภทภัยต่างๆนานา พ่อตู้พวง หนึ่งในคณะเดินทาง มีควายหลายตัวที่พยศออกนอกฝูงไปบ้าง ประกอบกับดื่มเหล้าขาวต้มกลั่นเองกรอกกระบอกไม่ไผ่ติดตัวไปด้วย อดใจที่จะไม่ด่าในเขตหวงห้าม ได้แต่ออกเสียง "ฮีต ฮีต ฮีต เอ๊ย" คณะ ก็เข้าใจได้ว่า นั่นคือคำย่อของคำว่า "ฮ่าฮีด" นั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่บอกเล่ากันมานาน ซึ่งพ่อตู้พวง ถึงแก่กรรมด้วยวัยชรา ปี 2532
"แพ้" หมายถึงชนะ เช่น "ม้า พ่อตู๊โป๊ะ แล่นไวขนาด ไปเส็งอยู่ไส กะ แพ้ เขาเบิ๊ด" ความหมาย ม้าของตาโป๊ะ วิ่งได้เร็วมาก ไปแข่งขันที่ไหนก็ชนะ
ค่วม เป็นคำในภาษาอีสานทั่วไป มี 2 ความหมาย หมายถึงคว่ำ และข้าม เช่น ถ้วยจานล้างแล้วค่วมไว้ให้น้ำสะเด็ด ย่างค่วมท่ง (เดินข้ามทุ่งนา) ค่วมไปฟากเนอ (ข้ามน้ำไปยังฝั่งตรงข้าม)
"เป็นพ่อฮ้างมันบ่ห่างคือกะทอ มันบ่ดังคือกะลอ เคาะบ่ดังโป่งๆ" เป็นสำนวนอีสานทั่วไป พ่อฮ้างหมายถึงผู้ชายที่เลิกร้างกับภรรยาเดิม กะทอในที่นี้หมายถึงชะลอมสานด้วยไม้ไผ่เ้ป็นทรงกระบอกแล้วกรุด้านในด้วยใบตองตึงตากแห้งเพื่อบรรจุเกลือสินเธาว์ กะลอในภาษาพวนแต่อีสานใต้จจะเรียกขอลอก็หมายถึงการนำโคนต้นลำไผ่แห้งแล้วที่มีเนื้อหนาและตัดให้เหลือข้อด้านบนเจาะรูเหนือข้อเพื่อใช้เชือกแขวนไว้ชายคาด้านล่างตัดข้อออก เพื่อให้เกิดเสียงดังเมื่อใช้ไม้เนื้อแข็งเหลากลึงให้กลมมาเคราาะให้สัญญาณ ซึ่งภาคกลางเรียกเกราะ นั่นเอง "เป็นพ่อฮ้างมันบ่ห่างคือกะทอ มันบ่ดังกะลอ เคาะบ่ดังโป่งๆ" เป็นการต่อว่าสาว ในกรณีหนุ่มที่เลิกร้างกับภรรยาแล้วไปจีบสาวคนใหม่ สาวก็จะพูดทำนองไม่อยากยุ่งกับพ่อฮ้าง กลัวว่าจะเสียเปรียบหากเขายังอาวรณ์ภรรยาเก่าหรือตนเองเป็นสาวสิ่งๆ(สำเนียงพวนแท้ๆหมายถึงสาวขึ้นใหม่ยังไม่มีใครมาจีบ) พอมีคนจีบคนแรกเป็นพ่อฮ้าง สาวก็จะบอกว่า"บ่อยากเว้า่นำดอกพ่อฮ้าง" พ่อฮ้างก็จะบอกว่า "เป็นพ่อฮ้างมันบ่ห่างคือกะทอ มันบ่ดังกะลอ เคาะบ่ดังโป่งๆ" หมายถึงไม่ได้เสียหายตรงไหนยังหนุ่มแน่น บ่ห่างคือกะทอ เนื่องจากโบราณใช้ภาชนะขนน้ำใช้ชะลอม(พวนเรียก คุ)สานด้วยไม้ไผ่จักสานถี่ๆแล้วใช้ชันยารอบกันน้ำรั่วไหล แต่เป็นกะทอไม่สามารถบรรจุน้ำได้ และไม่เหมือนกะลอหมายถึงไม่ได้กลวงข้างในเพียงใช้เป็นเกราะไว้ตีให้สัญญาณเท่านั้น เป็นพ่อฮ้างก็มีจิตใจ
"อยากกินหลายได๊กินท่อจอมก๊อย อยากกินน่้อยๆได๊กินท่อหัวควาย" เป็นคำพังเพยเปรียบเทียบของไทพวน หมายถึงโลภมากจะได้เท่าปลายนิ้วก้อย แต่ไม่โลภมากจะได้ลาภมหาศาล พ่อเคยบอกกล่าวตักเตือนหลายครั้งเมื่อยังเป็นเด็ก เนื่องจากสมัยเป็นเด็กชอบเล่นดีดเม็ดมะขามลงหลุม และเล่นยางหนังสติ๊กรัดของที่มีขนาดวงกลมสรวมข้อมือได้ บ้านนอกการเล่นของเด็กๆจะหาวัสดุในท้องถิ่น เล่นสนุกได้หลายอย่าง การเล่นดีดเม็ดมะขามจะได้มะขามที่แก่จัดและสุกแล้ว ในหมู่บ้านจะมีต้นมะขามหวานไม่กี่หลังเช่น บ้านพ่อตู้โป๊ะ (พ่อของพระครูสังฆการโกศล เจ้าอาวาสวัดสุขารามบ้านทุ่ม) ต้นมะขามพ่อตู้บง หน้่ามะขามหวานสุก เด็กๆ ส่วนมากจะเป็นเด็กผู้หญิง จะตื่นแต่เช้าไปใต้นต้นมะขามหวาน ที่มีต้นสูงใหญ่ท่วมหลังคาบ้าน ไม่ได้สนใจมะขามหวานหล่น แต่สายตาสอดส่ายหา เม็ดมะขามที่ถูกค้างคาวแทะกินเนื้อหวานในตอนกลางคืน แล้วทิ้งเม็ดที่ยังมีเปลือกหุ้มเม็ดลงพื้นง่ายต่อการแกะเปลือก ในบางฝักจะถูกแทะ 2- 3 เม็ดแล้วหล่นลงมาเหลือเนื้อมะขามหวานไว้เกินครึ่งฝักถือเป็นผลพลอยได้ ได้กินมะขามหวานด้วย เมื่อรวบรวมได้เม็ดมะขาม มากพอ จะชวนกันไปเล่นดีดหลุม ใต้ถุน(บ้านสมัยก่อนจะนิยมปลูกบ้านใต้ถุนสูงทุกครัวเรือน) โดยจะขุดหลุมปากหลุมเป็นวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ลึกประมาณ 2 นิ้ว จะจับคู่เล่นกัน หลุมละ 2 คน จะปัดดินรอบหลุมให้เรียบเนียนไม่ขรุขระ ใครจะเป็นคนเล่นก่อนนั้น จะจับไม้สั้นไม้ยาว หรือไม่ก็ทายคู่หรือคี่โดยการสุ่มกำเม็ดมะขามแล้วนับ คนชนะจะได้เล่้นก่อน การเล่นจะนำเม็ดมะขามลงเท่ากันเช่นคนละ 10 เม็ดจะเรียกตาสิบ คนละ 15 จะเรียกตาสิบห้า นำเม็ดมะขามมารวมกัน นัั่งพับเพียบข้างหลุม ใช้แขนซ้า่ยหรือแล้วแต่ถนัดวางแนบกับดินกันเม็ดมะขามหน้าหลุม อีกมือกำเม็ดมะขามที่รวมกันทั้งสองฝ่ายแล้วหว่าน หากหว่านแล้วเม็ดมะขามกระเด็นขามแขนตกลงหลุมแม้แต่เม็ดเดียวถือว่าแพ้ต้องให้อีกฝ่ายเล่น ยกแชนขึ้น ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นคนเลือกว่าจะให้เริ่มต้นดีดเม็ดใดเป็นเม็ดแรกลงหลุม โดยคนดีดจะใช้อุ้งมือซ้ายหรือมือที่ไม่ถนัดกาง ครอบปากหลุมด้านหนึ่ง อีกมือที่ถนัดใช้หัวแม่มือดีดเม็ดมะขามให้ลงหลุมโดยเม็ดแรกสามารถกระทบเม็ดอื่นลงหลุม ได้แต่ต้องเม็ดเดียวเท่านั้น นิ้วอื่นๆห้ามแตะต้องเม็ดมะขาม ถ้าโดนถือว่าแพ้ต้องเปลี่ยนให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นโดยเริ่มต้นหว่านเช่นเดียวกัน เมืื่อดีดเม็ดแรกลงหลุมแล้ว จะดีดที่เหลือลงหลุมทีละ 1 เม็ด แต่ห้ามให้ถูกเม็ดอื่นและมือห้ามโดนเม็ดอื่นเช่นเดียวกัน เด็กๆจะเล่นกันจากเช้าจนสาย พ่อแม่เรียกไปกินข้าวเช้า ก็ยังไม่ยอมหยุดบอกจะให้ได้เยอะๆก่อน ผลัดกันกิน จนในที่สุดถูกคู่ต่อสู้ฝีมือเหนือกว่า กินเรียบเหลือมือเปล่าขึ้นบ้าน "ทีแรกได้กินเอ๊ากินเอา จนได้กองบักใหญ่ เล่นไปเล่นมาถืกกินเบิ๊ด" พ่อบอกว่า"ฮั่นละโลภมาก เพิ่นกะยังว่า "อยากกินหลายได๊กินท่อจอมก๊อย อยากกินน่อยๆได๊กินท่อหัวควาย" ฮู้จักจื่อแด่" ก็ไม่เป็นไรมองดูต้นมะขามยังเหลือฝักอยู่เพียบพรุ่งนี้แก้ตัวใหม่
ซ้ายสวย หมายถึงความยาวของเส้นทแยงมุม ในสมัยโบราณการก่อสร้างบ้านเรือนหรือเถียงนา(กระท่อมมุงหญ้าคาที่พักหลบแดดฝนเวลาไปทำนา) หรือแม้กระทั่งการกางหูกทอผ้าี่(เครื่องมือทอผ้า) จะใช ้ซ้ายสวย โดยการกางเสาของหูกก่อนตอกสลักเพื่อให้มั่นคงก่อนต่ำหูก(ทอผ้า) จะใช้เชือกโยงในแนวเส้นทแยงมุมของสี่เหลี่ยมผืนผ้าของตัวหูกให้ได้ความยาวของเส้นทแยงมุม หรือซ้ายสวยได้ยาวเท่ากันก่อน หากยังมีความยาวของเส้นทแยงมุมไม่เท่ากันต้องค่อยๆปรับโครงของหูก ให้ได้เพราะถ้าไม่ได้แล้วการทอผ้าจะได้ผืนผ้าที่ชายผ้าไม่เสมอกัน ในปัจจุบันการทอผ้าด้วยหูกในหมู่บ้านมีน้อยลง เหลือแต่การทอเสื่อด้วยกกจะมีมากขึ้น แต่การวางกี่ในการทอเสื่อไม่พิถีพิถันในการหาเส้นทแยงมุมเหมือนการทอผ้า และในปัจจุบันคนที่อายุต่ำกว่า 60 ปี แทบจะไม่รู้จักคำว่า"ซ้ายสวย"
ซ่วง หมายถึงการแข่งขัน ที่นิยมมากคือ ซ่วงเฮือ คือการแข่งเรือนั่นเอง บ้านทุ่ม บ้านฝางเป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธ 100 % สมัยก่อน ในช่วงเข้าพรรษา จะเป็นช่วงของเวลาเสร็จสิ้นจากการดำนา มีเพียงการดูแลน้ำหล่อเลี้ยงข้าว กำจัดวัชชพืช และกำจัดปูนากัดข้าวเท่านั้น การคมนาคมยังไม่สะดวก ถ้าจะเดินทางไปบ้านอุ่มเย็น ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ หรือบ้านดอนหมี บ้านสามขา บ้านหงส์ทอง จะนั่งเรือจะสะดวกกว่า เนื่องจากถนนดินหน้าฝนจะเฉอะแฉะ เดินเท้าราวกับว่าสรวมรองเท้าทหารเกณฑ์ พายเรือสะดวกกว่า ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ กลางเข้าพรรษา คือวันแรม 14 ค่ำเดือนเก้า และ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันที่ทุกครัวเรือนเตรียมพร้อมและรอคอย เพื่อที่จะเตรียมสำรับกับข้าวไปวัด ซึ่งในวันปรกติจะัตักบาตรและนำอาหารไปถวายพระ เท่าที่จะหาได้ ที่ประกอบรับประทานในครอบครัวแต่ต้องตักแบ่งไปจักหัน(ภัตตาหารเช้าพระสงฆ์) ที่เหลือคนในครอบครัวจึงกิน บางครอบครัวเคร่งถึงกับว่้าหลังจากได้ยินเสียงระฆังให้สัญญาณพระสงห์ฉันภัตตาหาร ก่อนจึงกินอาหารมื้อเช้า ซึ่งสมัยก่อนจะมีสัญญาณจากวัด เวลาประมาณ 05.00 น. เป็นเสียงตีกลอง สลับกับเสียงระฆังซึ่งจะมีพระสงฆ์หรือสามเณร 2 รูป ตีสลับกันเพื่อปลุกพระสงฆ์ทั้งวัดร่วมทำวัตรเช้าที่โบสถ์ ชาวบ้านก็ไดรับอาณิสงส์ ตื่นลุกขึ้นมาหุงหาอาหารสำหรับวันใหม่เตรียมตักบาตร สัญญาณแรก ชาวบ้านเรียน "พระตีกลองเดิก" (เดิก หมายถึง ดึก หรือเช้ามืด) สัญญาณครั้งที่ 2 ประมาณ 06.00 น. จะเป็นเสียงโปง ซึ่งทำจากท่อนไม้ยาวประมาณ 2 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 40 เซนติเมตร ขุดเนื้อไม้กลวงข้างในส่วนที่ขุดประมาณ 2 ใน 3 ของความยาวของท่อนไม้ เกรารอบนอกให้ด้านบนคล้ายรูปทรงของระฆัง ส่วนบนสุด เจารูทะลุ สอดเหล็กหรือโซ่ ห้อยกับคานของศาลาการเปรียญ และฐานพื้นดินตรงกับโปงจะขุดหลุมตื้นๆพอที่จะฝังบาตรเปิดฝา ไว้ เหลาไ้ม้เนื้อแข็ง สำหรับ กระทุ้งยาวประมาณ 2 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร ปลายโค้งมนทั้งสองด้าน กลางลำจะเกราให้คอดกิ่วบ้างเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะในการจับกระทุ้ง 2 มือ พระสงฆ์หรือสามเณรจะตีโปง เพื่อเป็นสัญญาณบอกชาวบ้านว่าพระจะออกบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์ แล้ว ซึ่งชาวบ้านจะนำข้าวเหนียวร้อนๆนึ่งสุกใหม่ๆตักบาตรไม่นิยมนำอาหารใส่ด้วย เมื่อพระเสร็จกิจบิณฑบาต ญาติโยมจะนำอาหารไปถวายที่วัด เรียกว่าไปจักหัน ช่วยกันเตรียมสำรับใส่ขันโตก เท่ากับจำนวนพระภิกษุ สามเณร เมื่อจัดเสร็จเรียบร้อยก็จะตีระฆัง ใบเล็กที่แขวน ไว้ชายคาศาลา เพื่อเป็นสัญญาณ นิมนต์พระภิกษุ สามเณร มาฉันภัตตาหาร
วันสำคัญ กลางเข้าพรรษา คือวันแรม 14 ค่ำเดือนเก้า ชาวบ้านเรียกว่า "วันห่อข้าวสาก" หรือห่อข้าวใหญ่ หมายถึงข้าวกระยาสาร์ท ที่นำข้าวเปลือกข้าวเหนียวมาคั่วเป็นข้าวตอกแตก เลือกกากออกคลุกกับน้ำ้กะทิเคี่ยวผสมน้ำ้ตาล โรยงาคั่วหรือถั่วลิสงคั่ว ตามใจชอบ เป็นขนมที่ขาดไม่ได้และ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เรียกว่า"ห่อข้าวประดับดิน" หรือ"ห่อข้าวน้อย" ขนมที่ใช้เป็นหลักใช้ข้าวกระยาสาร์ทเช่นเดียวกัน การจัดสำรับจะจัดอาหารเป็นพิเศษ ส่วนมากจะสรรหาอาหารที่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้วชอบ เนื่องจากเชื่อว่าใน 2 วันนี้เป็นวันเปิดประตู 3 โลก คือ สวรรค์ มนุษย์และ นรก ญาติ ที่ตายไปแล้วหากยังไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด หรือไม่ได้รับส่วนบุญที่อุทิศให้ในการทำบุญตักบาตรประจำวัน จะสามารถมารับส่วนบุญใน 2 วันนี้ได้ หรือผี ที่ไม่มีญาติจะได้รับส่วนบุญนี้ด้วยเช่นกัน จะมีการนำข้าวปั้น ขนมสาร์ท ไปวางไว้ตามโคนต้นโพธิ์ หรือต้นไม้ใหญ่ ภายในวัดตั้งวแต่เช้ามืด ตะวันยังไม่เยี่ยมกราย เพื่อให้ผีไม่มีญาติหรือเปรตมารับบอาหารเหล่านั้น บางปีมีเรืื่องเล่าอย่างต่นตระหนกว่าผีที่มารับอาหารเหล่านั้น หยิบเอาเทียนไขที่จุดข้างๆอาหารไต่ขึ้นไ้ปจนถึงเกือบยอดของต้นโพธ ิ์และในส่วนของอาหารที่จัำมาถวายพระ หลังจากพระฉันภัตตาหารเสร็จ จะนำสำรับมาร่วมรับประทานด้วยกัน ผุ้สูงวัยก็จะจำวัด สายๆหน่อยจะเป็นช่วงเวลาที่หนุ่มสาวและเด็กๆรอคอยนั่นคือ"บุญซ่วงเฮือ" หรืองานแข่งเรือ โดยเฉพาะวันห่อข้าวใหญ่ "วัดศรีชมภูองค์ตื้อบ้านนำ้โมง" วัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ พระพุทธรูปที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนชาวอำเภอท่าบ่อ จะมีงานแข่งเรือพายทุกปี พ่อแม่จะพาลูกหลานไปชมการแข่งเรือพายนี้ ภาษาพวน เรียก"ซ่วง" นั่นเอง
กิ หมายถึงสั้น หรือเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเน้นเสียงมากๆ ก็จะออกเป็นว่า กิ๊ ...กิ เช่นสมัยก่อนไปโรงเรียนจะมีกระดานชนวนคนละแผ่นดินสอเขียนกระดานคนละแท่ง เขียนจนดินสอเหลือสั้นแทบจะจับเขียนไม่ได้ทำให้เขียนได้ช้า เมื่อครูเขียนคำให้คัดตาม พอจะส่งจะช้า ครูจะถามว่าทำไมช้าจัง เพื่อนช่างเจรจาก็จะตอบครูแทนว่า"สอเขา กิ๊ ...กิ เลยเขียนช้าค่ะ"(ดินสอจะเรียกสั้นๆว่าสอ สมัยก่อนนักเรียนพูดกับครูยังใช้ภาษาท้องถิ่น) บางครั้งก็จะใช้ในความหมายถึงสารพัดอย่าง เช่น "เจ้าจั่งแม่นโพดเนาะไซ้กิไซ้กี" หมายถึงใช้งานสารพัดอย่างไม่ได้พักเลย แต่คำว่ากิไม่ได้แทนคำว่าสั้นเสมอไป เช่นตัดผมสั้นๆ หรือนุ่งผ้าถุงสั้น ก็จะใช้คำว่า เฮี่ยน ไม่ใช้เหี่ยน เหมือนสำเนียงอีสานอื่น
ไอ๋ เป็นการเอ่ยเกริ่นนำก่อนพูด ก่อนถาม ในผู้สูงวัยจะชอบใช้คำนี้ก่อนเสมอ จนไม่สามารถจัดหมวดหมู่ได้ว่าจะเอ่ยนำประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำถาม เช่น"ไอ๋ สวยปานนี้แล้ว ปานใดจิไปส่งเค่าพ่ออยู่นา"หมายถึงเวลาสายมากแล้วเมื่อไรจะนำสำรับกับข้าวไปให้พ่อที่ไปทำนา " ไอ๋ จั๊กเป็นจั่งไดบุ๊ ลูกซายไปเถี่ยวมาหลดนอนบ่ลุกบ่ยอ" หมายถึง ไม่รู้เป็นอย่างลูกชายไปเที่ยวมาแล้วนอนไม่ลืมหูลืมตา บางทีหากไม่พอใจการกระทำของคนใดคนหนึ่งก็จะเอ่ยคำว่า ไอ๋ ตามด้วยการบ่น หรือบางทีก็เอ่ยแค่ ไอ๋ เท่านั้นไม่บ่นหรือว่ากระทบอะไร เช่นกรณี เด็กวิ่งตึงๆเสียงดังจะบ่นว่า "ไอ๋ เด็กน้อยพวกนิ" หรือถ้าใช้เด็็กไปหยิบของไม่ทันใจก็เอ่ย "ไอ๋"๋ เท่านั้น
เฮา เป็นคำสรรพนามแทนคำว่า เราเหมือนภาษากลางทั่วไป แต่ที่แตกต่างคำว่า เฮา ในความหมายของไทพวนจะเป็นสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูดกับคู่สนทนาที่สนิทสนมเป็นพิเศษ เช่นพ่อ แม่ พี่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตัวอย่างเช่น"แม่เฮาอยากกินข้าว" ลูกๆไทพวนจริงๆจะไม่ใช้คำแทนตัวกับพ่อแม่ว่า"ข้อย" ซึ่งมีความหมายว่าเป็นข้ารับใช้ ถ้าพูดจาประสาพวนจะหมายถึง "ขี้ข้าม้าใช้" และถ้าใครใช้คำว่า"ข้อย"กับพ่อ แม่ แล้วจะดูเหมือนห่างเหินมากๆ แต่สมัยนี้ความเป็นไทพวนในเด็กรุ่นกำลังเรียนนี่ถูกกลืนด้วยวัฒนธรรมใหม่ๆ แค่เขายังมีสำเนียงพูดเป็นภาษาพวน ก็นับว่าเป็นไทพวนแล้ว ส่วนคำโบราณ ไม่ต้องถามเลยว่ารู้จักไหม?
ฟากเนอ หมายถึง ฝั่งโน้น, ฟากโน้น, ทางด้านตรงข้าม หรือด้านใน ในปััจจุบันคำว่า ฟากเนอยังใช้กันอยู่ในผู้สูงวัย ด้วยที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ริมฝั่งลำน้ำโมง อีกฝั่งตรงข้ามจะเป็นพื้นที่สำหรับการเกษตร ทั้งทำนา และทำสวน มีหลายครัวเรือนที่มีที่ดินฝั่งตรงข้ามก็จะเรียก"นาฟากเนอ" หรือ "สวนฟากเนอ" ซึ่งหมายถึงนาและสวนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของลำน้ำโมง นั่นเอง
ประเดิมวันนี้ 5 กันยายน 2553 คำแรก ขอเสนอคำว่า.....แก่น หมายถึง สนิทสนมคุ้นเคยหรืออบอุ่นเป็นกันเอง
เช่น ถ้าญาติมาจากต่างถิ่น มาเยี่ยมและพักอยู่ด้วยระยะหนึ่ง ก็จะถามไถ่ว่า
"เป็นจั่งไดมายามบ้านนี้ แก่นแด่บ่?" หมายถึง มาเยี่ยมบ้านนี้รู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยบ้างหรือไม่?
คนถูกถามก็จะตอบตามมารยาทว่า"แก่นคืออยู่บ้านเจ้าของฮั่นล่ะ"
หมายถึง" อบอุ่นรู้สึกคุ้นเคยเหมือนอยู่บ้านตัวเองเลย"
หมายเหตุ สมาชิกหรือผู้เข้าชมท่านใดมีสาระดีๆอยากแบ่งปัน
กรุณาส่งเรื่องเข้ามาได้ที่ krookarnka@gmail.com ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมและขอบคุณล่วงหน้า
สำหรับสาระดีๆที่จะร่วมแบ่งปัน